หัวใจสำคัญ คุณต้องรู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นประเภทใดใน 6 ประเภทได้แก่
1. หุ้นโตช้า คือหุ้นที่กำไรของกิจการเติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจ หรือต่ำกว่า และคุณซื้อเพื่อหวังปันผล
วิธีตรวจสอบ มันจ่ายปันผลมาตลอดหรือเปล่า ปันผลสม่ำเสมอแค่ไหน ปันผลเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไร และเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ในไทยน่าจะหมายถึงสิ่งทอ เกษตร และอาหาร
ความคิดเห็นเพิ่มเติม เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในธุรกิจอาหาร ได้มีการไปซื้อกิจการ และการไปลงทุนในต่างประเทศ ภาพของ TUF CPF จึงเปลี่ยนจากหุ้นโตช้ามาเป็น หุ้นเติบโตเร็ว ปันผลจะไม่มาก เพราะจะต้องเตรียมไว้ลงทุนเพื่อการขยายตัว ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของหุ้นที่เกิดขึ้นในยุคนี้
2. หุ้นแข็งแกร่ง คือหุ้นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการตลาด การเงิน การบริหาร และอื่นๆ BLUE SHIP นั่นเอง ทนต่อภาวะการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจ และไม่เจ๊งง่ายๆ การเล่นกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัย
วิธีตรวจสอบ P/E ไม่สูงไป อัตราการเจริญเติบโตในระยะยาวพอใช้ บริษัทไม่นอกลู่นอกทาง
เพื่อความเข้าใจ กลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะกำไรหลายๆ เท่าในเวลาอันสั้น เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าถือยาวนานไปบางตัว อาจสร้างผลตอบแทน 10-15 % ต่อปี
3. หุ้นวัฏจักร คือบริษัทที่มียอดขาย และกำไรขึ้นลงเป็นช่วงๆ ที่พอจะคาดได้
วิธีตรวจสอบ ต้องแน่ใจว่าเป็นช่วงขาขึ้น ถ้าเข้าตอนเริ่มขาลง กว่าจะรอกลับมาขาขึ้น อาจนานพอสมควร ได้แก่ ปิโตร เยื่อกระดาษ เหล็ก เดินเรือ อสังหา
4. หุ้นโตเร็ว โตปีละ 20-30 % อย่างน้อย 4-5 ปีข้างหน้า
วิธีตรวจสอบ ไม่จำเป็นว่าหุ้นพวกนี้ต้องอยู่อุตสาหกรรมที่โตเร็ว หรือร้อนแรง บริษัทนั้นอาจเจอช่องว่าง และหาช่องว่างนั้นเจอ แต่ต้องระวังเนื่องจากจะมีคู่แข่งเข้ามามาก ทำให้การเติบโตไม่ยั่งยืน
น่าจะหมายถึง ยานยนต์ บันเทิง สื่อสาร(มามากเหลือเกินช่วงนี้)
5. หุ้นฟื้นตัว คือหุ้นที่มีปัญหาในอดีต เอาตัวรอดมาได้ และกลับมาทำกำไรได้
วิธีตรวจสอบ ต้องพอไหว คือพอที่จะจ่ายหนี้ได้โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น พอจะมีเงินสด และที่สำคัญคือหนทางฟื้นตัว กลุ่มนี้เสี่ยงมาก แต่ถ้าฟื้นจริงกำไรงามมาก มีบริษัทอย่างนี้อยู่ไม่น้อย
6. หุ้นทรัพย์สินมาก คือมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้มาก เมื่อเที่ยบกับราคาหุ้น ต้องระวังว่าจะไปก่อหนี้ใหม่ หรือเอาเงินไปใช้ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่
ใครชอบกลุ่มใด ก็คงพอจะเข้าใจ ความเสี่ยง ผลตอบแทน ที่เหมาะกับตัวเอง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ละกลุ่มตลอดเวลา แล้วแต่โมเดลธุรกิจ เป็นศิลปะในการเลือกลงทุน
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
แนวทางของ ปีเตอร์ ลินช์
คำแนะนำดีๆจากนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ ‘ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch)’ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนแม็คเจ็ลลัน โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงมากในระดับ 29% แบบทบต้นในระยะเวลา 13 ปีที่เขาบริหารงานอยู่ กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ มีหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ 25 กฎเหล็กในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย และน่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุน
25 กฎเหล็กในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์มีดังนี้
1. การลงทุนนั้นสนุก ตื่นเต้น และอันตรายมากถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์ก่อนลงทุน
2. ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้น ไม่ใช่จะได้มาจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หรือผู้รู้ในตลาดหุ้น แต่ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้นอยู่ในตัวคุณอยู่แล้ว คุณจะสามารถชนะตลาดหุ้นได้ ถ้าคุณลงทุนในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่คุณเข้าใจอยู่แล้ว
3. 30 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกโน้มน้าวหรือถูกควบคุมโดยนักลงทุนมืออาชีพ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีผลต่อตลาดมาก อย่างไรก็ตาม ถ้านักลงทุนรายใหม่อยากชนะตลาดก็ควรวิเคราะห์ หรือศึกษาการลงทุนจะดีกว่าที่จะฟังคนอื่นบอกมาอีกที
4. ติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ
5. ผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ในระยะสั้น หนึ่งเดือนหรือสองเดือน แม้กระทั้งสองหรือสามปี แต่ในระยะยาวผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็นต์
6. คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของหุ้นอะไร และเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกเป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้
7. การวิเคราะห์การลงทุนในระยะยาวเกินไป บ่อยครั้งที่จะคลาดเคลื่อนจากที่คิดไว้
8. การมีหุ้นนั้นเปรียบได้เหมือนมีลูก อย่าไปมีหุ้นมากเกินกว่าแรงของตัวเองจะรับไหว
9. ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ จงอย่าลงทุน และนำเงินไปฝากธนาคารจนกว่าจะหาเจอ
10. จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่ร้อนในอุตสาหกรรมที่แรง และควรลงทุนหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตน้อยจะเป็นผู้ชนะในส่วนมาก
11. ถ้าพูดถึงบริษัทขนาดเล็กคุณควรจะรอจนกว่าบริษัทมีความสามารถทำกำไรสม่ำเสมอ แล้วค่อยตัดสินใจลงทุน
12. ถ้าคุณอยากลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต จงลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสที่จะรอดจากช่วงวิกฤตได้
13. ถ้าคุณลงทุน $1,000 ในตลาดหุ้น คุณมีโอกาสที่จะขาดทุนมากที่สุดเท่ากับ $1,000 แต่มีโอกาสทำกำไรมากถึง $10,000 หรือ $50,000 ถ้าคุณใจเย็นและมีความรู้ในการลงทุน
14. ในทุกอุตสาหกรรมนักลงทุนสมัครเล่นสามารถหาบริษัทที่ดีเยี่ยมก่อนนักลงทุนมืออาชีพนานเลยทีเดียว
15. ตลาดหุ้นตกเป็นเรื่องธรรมชาติเปรียบเหมือนฝนที่ต้องตกทุกปี
16. นักลงทุนทุกคนมีความสามารถที่จะทำกำไรในตลาดหุ้น แต่ไม่ทุกคนที่มีความกล้า ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทที่ต้องขายหุ้นในช่วงเวลาหุ้นตกหรือช่วงตกใจ จงอย่าลงทุนในหุ้น
17. อย่าวิตกกังวลในปัจจัยภายนอกมากเกินไป นักลงทุนควรขายหุ้นทำกำไรก็ต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นแย่ลง
18. ไม่มีใครสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นได้ ดังนั้นจงติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ
19. ถ้าคุณวิเคราะห์ 10 บริษัท คุณจะเจอ 1 บริษัทที่เด่นกว่าที่คุณคิดไว้ ถ้าคุณวิเคราะห์ 50 บริษัทคุณจะเจอ 5 บริษัทที่ดีเยี่ยม
20. ถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบไม่ดูไพ่
21. ถ้าเวลาอยู่ข้างเดียวกับคุณ หากคุณลงทุนในบริษัทชั้นดีคุณสามารถที่จะรอได้ แต่หากคุณพลาดการลงทุนในหุ้น Wal-Mart มันก็ยังเป็นหุ้นที่น่าซื้ออยู่ดี แต่เวลาจะเป็นศัตรูกับคุณถ้าคุณซื้อออปชั่น
22. ถ้าคุณอยากลงทุนแต่คุณไม่มีเวลาทำการบ้าน คุณควรจะซื้อกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและกองทุนหลายประเภท
23. ภาษีที่คิดจากส่วนต่างของราคาจะส่งผลในเชิงลบกับนักลงทุนที่สับเปลี่ยนกองทุนบ่อยครั้งเกินไป หากคุณลงทุนในกองทุนหนึ่งกองหรือหลายกองที่ให้ผลตอบแทนดีๆ จงอย่าขายพวกมันออกไปแบบใช้อารมณ์ จงถือกองทุนเหล่านั้น
24. ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นที่อเมริกาให้ผลตอบแทนรวมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงเป็นอันดับแปดของโลก คุณจะสามารถหาประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วกว่าโดยการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศที่มีผลตอบแทนที่ดี
25. ในระยะยาวแล้ว พอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพอร์ตที่ประกอบด้วยตราสารหนี้หรือการลงทุนในตลาดเงิน อย่างไรก็ตามในระยะยาว พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นแบบแย่ๆ จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินที่ถูกเก็บเอาไว้ใต้ที่นอนได้
จากกฎเหล็ก 25 ข้อข้างต้น หวังว่าคงเป็นคำแนะนำที่ดีเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรที่จะต้องประเมินผลตอบแทนให้คุ้มกับความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเราเองด้วยครับ
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555
เทียบWARRENT BUFFETT มีแนวคิดเช่นไร และอัตราส่วนทางการเงินตัวไหนที่ต้องหา
คือจากการศึกษา จากหนังสือของท่าน ก็พอสรุปได้ดังนี้ (ผิดถูกคลาดเคลื่อนคงไม่มาก)
1. เป็นธุรกิจที่เข้าใจง่าย อันนี้เป็นนามธรรม
2. สามารถเติบโตได้ในระยะยาว อันนี้เป็นเรื่องของชื่อเสียงความนิยม ถ้าเป็นรูปธรรมหน่อยคือ Market Share
3. มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ สูงๆ คำนี้ ก็คือ ROA สูงๆ นั่นเอง แต่ต้องระวังถ้าบริษัทนั้นตั้งโรงงาน มีผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดีจริง แต่กำลังไปได้ดี ก็ต้องเปลี่ยนแบบอีกแล้ว ต้องลงทุนใหม่ ROA ก็จะดีเป็นช่วง แต่ลดเป็นช่วง คำว่าดีน่าจะสูงกว่า 10-15 % ถ้ามากกว่านี้เยี่ยม
4. ผู้บริหารพนักงานไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถบริหารได้
5. ไม่ต้อง Stock สินค้ามากมาย คือการหมุนเวียนสินค้าคงคลังสั้น ผลิตแล้วขายคล่อง สังเกตุเค้าซื้อโค๊ก ,ยินเลต ,หนังสือพิมพ์ ก็คงเข้าข่ายนี้
6. ไม่อยู่ภายใต้นโยบายของรัฐควบคุม บริษัทหลายบริษัทถูกควบคุมเช่นขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ บังคับให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่น่าลงทุน
หลังจากการมองภาพรวมมาแล้ว เราก็หาอัตราส่วนการเงิน ง่ายๆ ซึ่งเค้าเป็นคนแนะนำ มาสรุปได้ดังนี้
และได้ประยุกต์คือ ก่อนอื่นเราต้องเทียบตัวเองก่อน ในไตรมาสเดียวกัน เทียบปีนี้กับปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาขึ้นหรือไม่ แล้วค่อยนำไปเทียบกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเดียวกัน ว่าใครมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่ที่ยากที่สุดคือรอซื้อในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งการหามูลค่าที่แท้จริงยากมากมาก จะกล่าวต่อไป
ก่อนอื่น ตารางที่จะหาประสิทธิภาพของธุรกิจ คือเอามาจากหนังสือ แล้วก็เปรียบเทียบในช่วงเดียวกัน เช่นในช่วง 9 เดือนของปี 54 มาเทียบกับ 9 เดือนของปี 54 ในงบเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเก็บงบทีละไตรมาส แล้วมาเทียบก็จะมองเห็น ปัจจัยที่เป็นวัฏจักรเจอเช่น ค้าปลีกไตรมาสแรกหลังปีใหม่ก็จะขายดี ไตรมาสสุดท้ายก็ขายดี ส่วนหน้าฝนก็อาจขายตกมาหน่อย การเทียบจึงต้องเทียบในช่วงเดียวกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ด้วยสภาพอากาศ หรือเหตุการณ์ผิดปกติ เช่นหลังน้ำช่วมถึงจะเป็นช่วงปีใหม่ คนอาจจับจ่ายน้อยกว่า เนื่องจากต้องใช้เงินซ่อมบ้านเป็นต้น
มาดูตัวอย่างกัน บริษัทนี้ตีความยาก แต่ถ้ามองว่าดีขึ้น แสดงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้เหมือนกัน
ได้เพิ่มเติมเข้าให้หลายข้อที่ดูเข้าท่า คือข้อ 3-4 ในกระแสเงินสด เพราะอยากรู้ว่าจากรายได้ทางบัญชีทั้งหมด เป็นกระแสเงินสดมาก มันดูปลอดภัยดี เพราะสุดท้ายถ้าบริษัทนี้ไปขอกู้ แล้วกระแสเงินสดดี การกู้มันง่าย เราก็ประยุกต์มาใช้
ถ้าเราเจอบริษัทที่อัตราส่วนต่างๆ ผ่านทุกไตรมาส ต่อเนื่องมาก็แสดงว่าดีมาต่อเนื่อง ก็ต้องหาจังหวะซื้อ ซึ่งการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง ทำได้ยาก P/E, P/B ในอุตสาหกรรม ก็พอบอกได้ ว่าคนยอมจ่ายกันที่เท่าไหร่ เป็นเรื่องความนิยมในตัวหุ้นด้วย ถ้าเรารอตอนจังหวะหุ้นตก P/E ต่ำ ก็อาจเสียโอกาสการลงทุน
แต่ถ้าซื้อทันที โดยที่บริษัทยังรักษาประสิทธิภาพนี้ได้ในอนาคต บริษัทมีกำไร มีปันผลตอบแทน คนมีความต้องการที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นที่ดี ราคามันก็ตอบสนองเอง
1. เป็นธุรกิจที่เข้าใจง่าย อันนี้เป็นนามธรรม
2. สามารถเติบโตได้ในระยะยาว อันนี้เป็นเรื่องของชื่อเสียงความนิยม ถ้าเป็นรูปธรรมหน่อยคือ Market Share
3. มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ สูงๆ คำนี้ ก็คือ ROA สูงๆ นั่นเอง แต่ต้องระวังถ้าบริษัทนั้นตั้งโรงงาน มีผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดีจริง แต่กำลังไปได้ดี ก็ต้องเปลี่ยนแบบอีกแล้ว ต้องลงทุนใหม่ ROA ก็จะดีเป็นช่วง แต่ลดเป็นช่วง คำว่าดีน่าจะสูงกว่า 10-15 % ถ้ามากกว่านี้เยี่ยม
4. ผู้บริหารพนักงานไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถบริหารได้
5. ไม่ต้อง Stock สินค้ามากมาย คือการหมุนเวียนสินค้าคงคลังสั้น ผลิตแล้วขายคล่อง สังเกตุเค้าซื้อโค๊ก ,ยินเลต ,หนังสือพิมพ์ ก็คงเข้าข่ายนี้
6. ไม่อยู่ภายใต้นโยบายของรัฐควบคุม บริษัทหลายบริษัทถูกควบคุมเช่นขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ บังคับให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่น่าลงทุน
หลังจากการมองภาพรวมมาแล้ว เราก็หาอัตราส่วนการเงิน ง่ายๆ ซึ่งเค้าเป็นคนแนะนำ มาสรุปได้ดังนี้
และได้ประยุกต์คือ ก่อนอื่นเราต้องเทียบตัวเองก่อน ในไตรมาสเดียวกัน เทียบปีนี้กับปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาขึ้นหรือไม่ แล้วค่อยนำไปเทียบกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเดียวกัน ว่าใครมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่ที่ยากที่สุดคือรอซื้อในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งการหามูลค่าที่แท้จริงยากมากมาก จะกล่าวต่อไป
ก่อนอื่น ตารางที่จะหาประสิทธิภาพของธุรกิจ คือเอามาจากหนังสือ แล้วก็เปรียบเทียบในช่วงเดียวกัน เช่นในช่วง 9 เดือนของปี 54 มาเทียบกับ 9 เดือนของปี 54 ในงบเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเก็บงบทีละไตรมาส แล้วมาเทียบก็จะมองเห็น ปัจจัยที่เป็นวัฏจักรเจอเช่น ค้าปลีกไตรมาสแรกหลังปีใหม่ก็จะขายดี ไตรมาสสุดท้ายก็ขายดี ส่วนหน้าฝนก็อาจขายตกมาหน่อย การเทียบจึงต้องเทียบในช่วงเดียวกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ด้วยสภาพอากาศ หรือเหตุการณ์ผิดปกติ เช่นหลังน้ำช่วมถึงจะเป็นช่วงปีใหม่ คนอาจจับจ่ายน้อยกว่า เนื่องจากต้องใช้เงินซ่อมบ้านเป็นต้น
มาดูตัวอย่างกัน บริษัทนี้ตีความยาก แต่ถ้ามองว่าดีขึ้น แสดงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้เหมือนกัน
ได้เพิ่มเติมเข้าให้หลายข้อที่ดูเข้าท่า คือข้อ 3-4 ในกระแสเงินสด เพราะอยากรู้ว่าจากรายได้ทางบัญชีทั้งหมด เป็นกระแสเงินสดมาก มันดูปลอดภัยดี เพราะสุดท้ายถ้าบริษัทนี้ไปขอกู้ แล้วกระแสเงินสดดี การกู้มันง่าย เราก็ประยุกต์มาใช้
ถ้าเราเจอบริษัทที่อัตราส่วนต่างๆ ผ่านทุกไตรมาส ต่อเนื่องมาก็แสดงว่าดีมาต่อเนื่อง ก็ต้องหาจังหวะซื้อ ซึ่งการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง ทำได้ยาก P/E, P/B ในอุตสาหกรรม ก็พอบอกได้ ว่าคนยอมจ่ายกันที่เท่าไหร่ เป็นเรื่องความนิยมในตัวหุ้นด้วย ถ้าเรารอตอนจังหวะหุ้นตก P/E ต่ำ ก็อาจเสียโอกาสการลงทุน
แต่ถ้าซื้อทันที โดยที่บริษัทยังรักษาประสิทธิภาพนี้ได้ในอนาคต บริษัทมีกำไร มีปันผลตอบแทน คนมีความต้องการที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นที่ดี ราคามันก็ตอบสนองเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





