คือจากการศึกษา จากหนังสือของท่าน ก็พอสรุปได้ดังนี้ (ผิดถูกคลาดเคลื่อนคงไม่มาก)
1. เป็นธุรกิจที่เข้าใจง่าย อันนี้เป็นนามธรรม
2. สามารถเติบโตได้ในระยะยาว อันนี้เป็นเรื่องของชื่อเสียงความนิยม ถ้าเป็นรูปธรรมหน่อยคือ Market Share
3. มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ สูงๆ คำนี้ ก็คือ ROA สูงๆ นั่นเอง แต่ต้องระวังถ้าบริษัทนั้นตั้งโรงงาน มีผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดีจริง แต่กำลังไปได้ดี ก็ต้องเปลี่ยนแบบอีกแล้ว ต้องลงทุนใหม่ ROA ก็จะดีเป็นช่วง แต่ลดเป็นช่วง คำว่าดีน่าจะสูงกว่า 10-15 % ถ้ามากกว่านี้เยี่ยม
4. ผู้บริหารพนักงานไม่จำเป็นต้องมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถบริหารได้
5. ไม่ต้อง Stock สินค้ามากมาย คือการหมุนเวียนสินค้าคงคลังสั้น ผลิตแล้วขายคล่อง สังเกตุเค้าซื้อโค๊ก ,ยินเลต ,หนังสือพิมพ์ ก็คงเข้าข่ายนี้
6. ไม่อยู่ภายใต้นโยบายของรัฐควบคุม บริษัทหลายบริษัทถูกควบคุมเช่นขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ บังคับให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่น่าลงทุน
หลังจากการมองภาพรวมมาแล้ว เราก็หาอัตราส่วนการเงิน ง่ายๆ ซึ่งเค้าเป็นคนแนะนำ มาสรุปได้ดังนี้
และได้ประยุกต์คือ ก่อนอื่นเราต้องเทียบตัวเองก่อน ในไตรมาสเดียวกัน เทียบปีนี้กับปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาขึ้นหรือไม่ แล้วค่อยนำไปเทียบกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเดียวกัน ว่าใครมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่ที่ยากที่สุดคือรอซื้อในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งการหามูลค่าที่แท้จริงยากมากมาก จะกล่าวต่อไป
ก่อนอื่น ตารางที่จะหาประสิทธิภาพของธุรกิจ คือเอามาจากหนังสือ แล้วก็เปรียบเทียบในช่วงเดียวกัน เช่นในช่วง 9 เดือนของปี 54 มาเทียบกับ 9 เดือนของปี 54 ในงบเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเก็บงบทีละไตรมาส แล้วมาเทียบก็จะมองเห็น ปัจจัยที่เป็นวัฏจักรเจอเช่น ค้าปลีกไตรมาสแรกหลังปีใหม่ก็จะขายดี ไตรมาสสุดท้ายก็ขายดี ส่วนหน้าฝนก็อาจขายตกมาหน่อย การเทียบจึงต้องเทียบในช่วงเดียวกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ด้วยสภาพอากาศ หรือเหตุการณ์ผิดปกติ เช่นหลังน้ำช่วมถึงจะเป็นช่วงปีใหม่ คนอาจจับจ่ายน้อยกว่า เนื่องจากต้องใช้เงินซ่อมบ้านเป็นต้น
มาดูตัวอย่างกัน บริษัทนี้ตีความยาก แต่ถ้ามองว่าดีขึ้น แสดงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้เหมือนกัน
ได้เพิ่มเติมเข้าให้หลายข้อที่ดูเข้าท่า คือข้อ 3-4 ในกระแสเงินสด เพราะอยากรู้ว่าจากรายได้ทางบัญชีทั้งหมด เป็นกระแสเงินสดมาก มันดูปลอดภัยดี เพราะสุดท้ายถ้าบริษัทนี้ไปขอกู้ แล้วกระแสเงินสดดี การกู้มันง่าย เราก็ประยุกต์มาใช้
ถ้าเราเจอบริษัทที่อัตราส่วนต่างๆ ผ่านทุกไตรมาส ต่อเนื่องมาก็แสดงว่าดีมาต่อเนื่อง ก็ต้องหาจังหวะซื้อ ซึ่งการหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง ทำได้ยาก P/E, P/B ในอุตสาหกรรม ก็พอบอกได้ ว่าคนยอมจ่ายกันที่เท่าไหร่ เป็นเรื่องความนิยมในตัวหุ้นด้วย ถ้าเรารอตอนจังหวะหุ้นตก P/E ต่ำ ก็อาจเสียโอกาสการลงทุน
แต่ถ้าซื้อทันที โดยที่บริษัทยังรักษาประสิทธิภาพนี้ได้ในอนาคต บริษัทมีกำไร มีปันผลตอบแทน คนมีความต้องการที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นที่ดี ราคามันก็ตอบสนองเอง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น