วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

งบกระแสเงินสด เปลี่ยนใจดูมากหน่อยก็ได้

เบื้องต้นดู
1.อัตราส่วน ค่าเสื่อมราคา /กำไรก่อนภาษีเงินได้ ควรต่ำกว่า 10 ถ้าธุรกิจแข่งขันสูงให้ถึง 20
บริษัทนี้ 77 % เยอะมาก ตัวนี้น่ากังวล แต่ถ้าเทียบปีที่แล้ว 203 % ก็ดีขึ้นมาก

2.อัตราส่วน ดอกเบี้ยจ่าย/กำไรก่อนภาษีเงินได้ ไม่ควรเกิน 10 %
บริษัทนี้ 9.99 รอดหวุดหวิด

กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ก็คือสมมุติ ซื้อมา 100 หักค่าเสื่อม เหลือ 10 แต่ขายได้แค่ 4 ขาดทุน 6  ก็บันทึกจำนวน  6 ลงไป ไม่มีนัยยะมาก

ส่วนที่เหลือดู เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันสิ้นงวด จะอยู่บรรทัดสุดท้าย เป็นบวกก็ โอเค ถ้าเป็นลบต้องดูถ้ามาจากการจ่ายปันผลก็โอเค ถ้าไม่ใช่ต้องดูละเอียดอีกทีไม่ดีแน่

งบดุล ก็สำคัญไม่น้อย

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของทุน หลักการเบื้องต้น
ฉะนั้นในงบดุล จะมีทั้งสามส่วนนี้แยกจากกัน
สินทรัพย์ คือท่อนแรก

วัฏจักร มันจะหมุนเวียนดังนี้
คือ บริษัทมีเงินสด  เงินสดเปลี่ยนเป็นสินค้าคงคลัง แล้วขายไปกลายเป็นลูกหนี้การค้า เก็บเงินกลับมาได้ก็กลายเป็นเงินสด

ปัญหามันจะเกิดตรง สินค้าขายไม่ได้ ลูกหนี้การค้าหดตัว หรือพอเป็นลูกหนี้การค้าเก็บเงินไม่ได้ เงินสดไม่กลับมา นี่แหละปัญหา

สินทรัพย์หมุนเวียน คือรายการที่ครบใน 1 ปี
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน นี่ระยะยาวเกิน 1 ปี ในกรณีบริษัทนี้ มีแค่ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์

การวิเคราะห์ในส่วนงบดุล ท่อนแรกท่อนสินทรัพย์ คือ
1. ถ้าสินค้าคงคลัง ลูกหนี้การค้า มูลค่างานที่เสร็จแต่ยังไม่เรียกเก็บเงิน สูงขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกัน และสอดคล้องไปกับกำไรสุทธิ นั่นดีมากมาก
ดูบริษัทนี้ ลูกหนี้การค้า 219,697,000 บาท มูลค่างานเสร็จแต่ยังไม่เก็บ 107,749,000 บาท แล้วถ้าจำได้จากงบกำไรขาดทุน กำไรงวดนี้ 95,465,000 บาท แล้วที่สำคัญสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมาก
ที่สำคัญเนื่องจากแสดงในสินทรัพย์หมุนเวียน แสดงว่าจะเก็บเงินภายในสิ้นปีนี้ งบไตรมาสหน้า จึงควรจะดีมาก ยกเว้นบริษัทนี้ไม่มีธรรมาภิบาล แล้วทำงบไตรมาสหน้าออกมาเละเทะ เช่นเก็บเงินไม่ได้ แต่ถ้าเก็บเงินได้ แล้วไปจ่ายหนี้มากหน่อย กำไรเหลือน้อยหน่อยไม่ใช่ปัญหา ต้องดูกันต่อไป

2.อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม = กำไรสุทธิ หารด้วยสินทรัพย์รวม
=95,465/1,771,858 = 5.39 %  ไม่มากเท่าไหร่
แต่ถ้ามากเกินไปอาจมีนักลงทุน เข้ามาซื้อกิจการไปทั้งหมด เพราะ 1,771 ล้านนี้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าใหญ่เป็นหมื่นล้านซื้อยากหน่อย

มาท่อนที่สอง หนี้สิน

หนี้สินหมุนเวียน คือรายการที่ครบใน 1 ปี
หนี้สินไม่หมุนเวียน นี่ระยะยาวเกิน 1 ปี

*บริษัทที่แข็งแกร่งสามารถ ชำระหนี้ระยะยาว หรือหนี้สินไม่หมุนเวียนได้ภายใน 1-2 ปี

วิเคราะห์เลยดีกว่า ท่อนของหนี้สิน
1. สภาพคล่อง = ยอดรวมสินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย ยอดรวมหนี้สินหมุนเวียน
=582,372/411,046 = 1.4
ค่าเกิน 1   สรุปว่า O.K

2. หนี้สินหมุนเวียน ต่อ หนี้สินไม่หมุนเวียน
= 3.5 เท่า อันนี้อันตราย แสดงหนี้ที่ต้องใช้ในหนึ่งปี สูงกว่าหนี้ระยะยาวมาก ต้นทุนทางการเงิน จ่ายแพงมาก

ท่อนสุดท้ายท่อนของทุน


หุ้นตัวนี้มีการเพิ่มหุ้นในปีนี้
ส่วนเกินมูลค่าหุ้น หมายถึงหุ้นนี้ตราไว้ขายไปแล้วได้กำไร ส่วนของต้นทุนก็ใส่ไป 800,000 ส่วนที่กำไรก็มาใส่ที่ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 185,400

วิเคราะห์เลย ในส่วนสุดท้าย

1. อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น = ยอดรวมหนี้สิน หารด้วย ส่วนผู้ถือหุ้น
=529,147 /1,771,858 =0.43
ในส่วนนี้ ต่ำกว่า 0.8 ถือว่าดี จะยกเว้นให้สำหรับสถาบันการเงินจะสูงกว่า 0.83 ได้

2.ผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น = กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น
ปี 2554 =9 %  ปี 2553 = 3 % เทียบช่วงเดียวกันก็ถือว่าดีขึ้นมาก
แต่ถ้าให้ดีควรจะตอบแทน มากกว่า 15 % ขึ้นไป

3.กำไรสะสม ยังไม่ได้จัดสรรเพิ่มจากปี 2553 ที่  194,218 เป็น 270,646 บาท พอหายใจหายคอได้

สรุป แล้วการวิเคราะห์ ใช้เครื่องคิดเลขตัวเดียวอยู่ ไม่ได้ยากอะไร ทำแล้วจะเห็นพัฒนาการของบริษัทได้

เริ่มกันที่ งบกำไรขาดทุน

เริ่มที่งบกำไรขาดทุน





1.ค่าใช้จ่าย เป็นกี่ % ของกำไรข้างต้น
ปี 2554 ค่าใช้จ่าย 132,240/กำไรข้างต้น 248,680 = 53%
ปี 2553                                                                  = 73.8%
แสดงว่างวด 9 เดือนนี้ เทียบปี 2553 กับ 2554 บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหัวข้อนี้
สามารถนำหัวข้อนี้ไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ที่มีธุรกิจเหมือนกัน

2. ส่วนต่างกำไรข้างต้น = กำไรข้างต้น หารด้วย รายได้ =C/A
ปี 2554                          =  31.8
ปี 2553                          =  26.9    

3. ส่วนต่างกำไรสุทธิ    = กำไรสุทธิ หารด้วย รายได้ F/A
ปี 2554                         = 12.2
ปี 2553                         = 4.42

4. รายได้เพิ่มขึ้น เทียบปี = 51%
5.ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เทียบปี = 41 % ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ดี
6.EPS จาก 0.07 เพิ่มเป็น .20 บาท

ถ้าดูจากงบกำไรขาดทุน 5 ข้อนี้ ถือว่าบริษัทนี้ มีผลการดำเนินงานที่ ดีขึ้นมาก
แต่ที่ดูแล้วมีความเสี่ยงคือ กำไรขั้นต้นหารด้วยรายได้ พอเป็นกำไรสุทธิหารด้วยรายได้ สัดส่วนลดจาก 31 เหลือ 12 แสดงว่า ต้นทุนการเงิน และภาษี สูงไม่น้อย

งบแรก กำไรขาดทุน ถ้าสามารถเก็บต่อเนื่องทุก ไตรมาส จะมองเห็นประสิทธิภาพของบริษัท
ขั้นที่ยาก คือ คาดการณ์รายได้ในไตรมาสหน้า ค่าใช้จ่ายในไตรมาสหน้า กำไรในไตรมาสหน้า
โดยต้องหาจากไหน
1.หาจากข่าวที่ผู้บริหารให้
2.สอบถามในวัน OPPDAY
3.โทรไปถามที่บริษัท

แล้วเมื่อคาดว่าประสิทธิภาพบริษัทจะดีขึ้นในอนาคต ก็หาจังหวะซื้อต่อไป


 

ถึงเวลาไปเอางบมาดูกัน

1. ไปที่ http://www.set.or.th/th/index.html
2. .ใส่ชื่อบริษัทที่เราสนใจเข้าไป ในที่นี้สนใจ BWG กด ENTER


3. กดไปที่งบการเงิน/ ผลประกอบการ

4. กดไปที่ งบการเงินล่าสุด


6. กดลงไปที่ งบการเงินฉบับล่าสุด มุมขวามือ เครื่องก็จะดาวน์โหลดมาให้เรา เป็น EXCEL ทันที



เลือกหุ้นให้สอดคล้องกับเหตุปัจจัย ทั้งภายนอกภายใน

A. เลือกหุ้นที่สอดคล้องกับภาวะเศรษกิจ
1. ส่งออก คาดว่าแย่ หลีกเลี่ยง โดยเฉพาะส่งไปยุโรป ไปญี่ปุ่นยังโอเค ประกอบกับญี่ปุ่นต้องฟื้นฟูประเทศ ถ้าจะยกเว้น หุ้นที่อยู่ในใจคือ บริษัทเหล็ก ที่เป็นเหล็กป้องกันแผ่นดินไหว ลูกค้าใหญ่คือญี่ปุ่น ตัวนั้นคือ MCS ตัวนี้ตอน Sumprime ไม่กระทบกระเทือนเลย แต่พอสึนามิ ผลประกอบการแย่ลง คงต้องเข้าไปเจาะลึกตัวแรก ว่าสามารถแข่งขันในระยะยาวได้หรือไม่
2. หุ้นที่เกี่ยวกับการลงทุน โดดเด่น ได้แก่นิคมอุตสาหกรรม HEMRAJ AMATA การสร้างรถไฟฟ้า ITD CK STEC น่าจะแบ่งกัน และต่อเนื่องวัสดุที่ใช้ในการสร้าง เช่น ปูน SCCC และเหล็กเส้น หลายบริษัท
การลงทุนกลุ่มยานยนต์ฟื้นตัว ต้องเทียบ SAT STANLY AH แต่ต้องเลือกเนื่องจากผลิตเสร็จ ต้องดูกลุ่มลูกค้า
3. กลุ่มบ้านที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐ SIRI SENA SC LH LPN SPALI
อีกทั้งการผ่อนคลายทางการเงิน เนื่องจากเงินเฟ้อชะลอตัว น่าจะมีการผ่อนคลายโดยการลดดอกเบี้ยลง จะส่งผลดีในระยะยาว กับกลุ่มอสังหา คือดอกเบี้ยน่าจะทรงตัว หรือไปทางขาลง จะมีการประชุม กนง.ครั้งหน้า 25 ม.ค. 2555
4. การบริโภคในประเทศ ยังดีต่อเนื่อง เนื่องจากมีการกระตุ้นการบริโภคต่อเนื่อง CPALL ห้างค้าปลีกทั้งหลาย MAKRO BIGC BJC แม้แต่กลุ่มโรงพยาบาล BGH BH KH ก็ยังน่าสนใจ
5.หุ้นกลุ่มที่ปีนี้ขาดทุน เพราะเหตุผลต่างๆ แล้วปีหน้ามีเหตุที่เชื่อว่าจะกลับมามีกำไร ได้แก่ THCOM THAI PAE BWG

B. นำหุ้นนั้นมาวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน ตามแนวทางของ WARREN BUFFETT
เมื่อมีกลุ่มหุ้นที่มองภาพกว้าง ก็จะเข้าไปวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน ในงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ในแต่ละอุตสาหกรรม แล้วเลือกที่ชอบ 
วิธีการคำนวณง่ายๆ ไม่ได้ยากมากมาย

C.หาจังหวะเข้าลงทุน เมื่อดัชนีตกลงมาในจุดที่เรา พอใจ ทีนี้ได้ใช้ TECHNIC + FUNDAMENTAL จะทำให้เรามั่นใจในการลงทุนมากขึ้น  

Focus หุ้นให้สอดคล้อง กับตัวเลขเศรษฐกิจไทย ในปี 2555

นำข้อมูลมาจากธนาคารแห่งหนึ่ง และกองทุนรวมที่ลงทุนทั่วโลก กองหนึ่ง ที่มุมมองคล้ายๆกัน

ของธนาคารจะทำกรณีไว้ 3 กรณี
1. ดีมาก การแก้ไขในยุโรปค่อยเป็นค่อยไปคลี่คลายดีขึ้น โอกาสเกิด 20 %
2. ปานกลาง คือต้องปรับเงื่อนไขเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ECB เปลี่ยนเงื่อนไขเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากมาก คือเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเจ้าหนี้ระยะยาว มากขึ้น ให้ยุโรปมีเวลาหายใจ
3.แย่สุดๆ ไม่คืบหน้า ซื้อเวลาไปเรื่อย แล้วเลวสุดๆ ลูกหนี้กรีซชักดาบ คนอื่นเอาตาม แย่แน่

ปี 2555 รัฐบาล ประกาศใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ - 3 % ของ GDP ปีหน้าจะใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ - 4.1 ของ GDP

มาดูตาราง ว่าประเทศไทยจะมีตัวเลขไหนเปลี่ยนแปลง จะได้ Focus หุ้นถูกกลุ่ม

จากตารางดังกล่าวบอกเราได้หลายอย่าง
กลุ่มที่จะโตอย่างโดดเด่นคือ Investment และ Private Consumption
การลงทุนในที่นี้ เช่น การลงทุนภาคเอกชน เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จะฟื้นตัวแน่นอน แต่ทำเลใด หุ้นตัวไหน นี่คือการบ้านที่จะทำ รถยนต์ก็เป็นการลงทุน แต่ต้องแบ่งตลาดว่าส่งออกที่ไหน หรือผลิตชิ้นส่วนตั้งต้น เดี๋ยวมาดูอีกที 

การบริโภคในประเทศ ปัจจัย 4 และที่เกี่ยวข้อง จะเลือกตัวที่แข็งแกร่งตัวไหน ถึงขยายไม่มากแต่ไม่หดตัว

หุ้นส่งออกหลีกเลี่ยง 

ตลาดไปญี่ปุ่น มีหุ้นในใจ ที่จะสอดคล้องกับการฟื้นฟูประเทศ ต้องมาวิเคราะห์งบกัน  

ตารางนี้สำคัญมาก จะรวย 2 เด้ง 3 เด้ง 5 เด้ง ในปีหน้า ต้องสอดคล้อง จะ Low Risk High Return ได้

นโยบายที่รัฐบาลประกาศมาแล้ว สรุปดังนี้
1. เว้นการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 29 ส.ค.
2.คืนเงินภาษีสรรพสามิตสำหรับรถคันแรก 16 ก.ย. 54 - 31. ธ.ค. 55
3.มาตรการภาษีบ้านหลังแรก (โอน 21 ก.ย.54 - 31 ธ.ค. 55)
4.สินเชื่อ ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรก ดบ.0% 3 ปี

4.ข้อนี้กระตุ้นการบริโภค กลุ่มบ้าน ยานยนต์ ได้รับผลบวก ถ้าไม่มาเจอน้ำท่วมซะก่อน

5.รับจำนำข้าวเปลือกนาปี 7 ต.ค. 54- 30 ก.ย. 55
6.ค่าตอบแทนข้าราชการปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท
7. ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 เริ่ม 1 เม.ย. 55 ใน 7 จังหวัดนำร่อง ทีเหลือ 56

ข้อ 5- 7 กลุ่มค้าปลีกได้ผลดี เป็นการเพิ่มรายได้

8. ทยอยลอยตัวราคาก๊าซ NGV LPG 16 ม.ค. 2555 ถ้าไม่มีการประท้วง ผ่านจะเป็นผลดีต่อ PTT เนื่องจากขาดทุนปีละ 20000-30000 ล้านจากเรื่องการควบคุม นี้
9. บัตรเครดิตชาวนา
10.ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30 % เป็น 23% ทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI การลดหย่อนภาษีกองทุน RMF LTF การจัดเก็บภาษีรถยนต์

ถ้ามาจริง บริษัทที่ใช้เครื่องจักรมาก คนน้อย กำไรเพิ่มมาก ต้องหาบริษัทที่มีกำไรก่อนหักภาษีเยอะๆ เดี๋ยวมาทำการบ้านกัน



ปัญหายุโรป ระเบิดเวลา สำหรับปี 2555

จะจัดลำดับให้ ว่าตอนนี้กลุ่ม EU พยายามแก้อะไร ระเบิดที่น่าห่วงอยู่ช่วงไหนบ้าง
1. มีการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป 9 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา
A. สมาชิกยุโรป ยกเว้นอังกฤษ  เห็นชอบในการรักษาวินัยการคลังให้เคร่งครัดกว่าเดิม คือกำหนดเพดานขาดดุลงบประมาณที่ 0.5 % ของ GDP จากปัจจุปัน 3% ของ GDP

ตีความ คือไม่ขยายตัวเศรษฐกิจมากมาย ไม่สร้างถนน ไม่เพิ่มสวัสดิการ ไม่เพิ่มเงินเดือนราชการ มากแล้วขอมาแก้ไขหนี้ก่อน เศรษฐกิจไม่ขยายไม่เป็นไร เป็นปัจจัยบวกนะครับข้อนี้ แต่แน่นอน เศรษฐกิจไม่ขยายตัวแน่นอน

B.เพิ่มเงินกองทุน EFSF อีก 200,000 ล้านยูโร โดยกู้ผ่าน IMF
ตีความ ประเด็นนี้ ลบ เพราะหนี้จริงที่ต้องจ่ายใน 1 ปี ข้างหน้า มีถึง 500,000 ล้านยูโร มาจาก
GREECE, ITALY ,IRELAND,  POTUGALSPAIN , แล้วมันจะพอได้ไง ไม่พอ

C.เห็นชอบให้กลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป ESM 500,000 ล้านยูโร เริ่มมีผลบังคับใช้ ก.ค. 55
ตีความ เหมือนบวก เพราะครอบคลุมหนี้ แต่มันมีเงื่อนไข ต่างจากข้อ B คือการกู้ข้อ B ต้องผ่านการเห็นชอบของ 17 สมาชิก แต่ข้อ C พี่ใหญ่คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส คือผู้อนุมัติ จะมีเรื่องศักดิ์ศรีมาเกี่ยวข้อง
แล้วถ้าพี่ใหญ่กำหนดต้องทำตาม มันไม่ง่าย ข้อนี้เหมือนระเบิด

ที่ต้องระวังคือ เงินที่ใส่ไปให้ จากพี่ใหญ่ ถ้าน้องเล็กลงประชามติ ขอชักดาบ ซึ่งกรีซเคยพยายามมาทีนึง ถ้าชักดาบ ประเทศที่เหลือชักตาม พี่ใหญ่ชักตาม ทันที ตัวแปรที่สำคัญคือกรีซ และหนี้ของกรีซ คนในชาติที่ประท้วงไม่ยอมรัดเข็มขัด รัฐบาลที่เลือกมาใหม่ และที่สำคัญ กรีซไม่มีทรัยพยากรใดมีอย่างเดียวคือท่องเที่ยว แต่เนื่องจากใช้เงินยูโร เที่ยวกรีซเลยแพงมากมาก (ไม่เคยไปแต่รู้)

ที่นี้เรื่องของรัฐบาล ส่งผลมาที่ธนาคารยุโรป อย่างไรกัน
หลังจาก FED และธนาคารกลางอีก 5 ประเทศ ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบ แต่ต้นทุนการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน ในยุโรปและสหรัฐ ยังอยู่ระดับสูง ประมาณ 50 bpในเดือน พ.ย. ขึ้นมาจาก ก.ค. 20 bp
ตีความให้ คือเวลามีปริมาณเงินเพิ่มในระบบ สถาบันการเงิน ต้องหาดอกผล ก็ต้องปล่อยกู้ระหว่างกัน ปล่อยกู้คนทั่วไป ปริมาณเงินมาก ดอกเบี้ยน่าจะลดลง แต่ตอนนี้ไม่ยอมลดลง เพราะไม่เชื่มมั่นในเศรษฐกิจ และไม่เชื่อมั่นกันเอง

คำถามที่ไม่อยากฟังคำตอบ สหรัฐที่ดูเหมือนทำท่าจะฟื้น มีความเกี่ยวข้อง กับยุโรป ซักเท่าไหร่
คือถ้ายุโรปกลุ่มที่มีปัญหาหนี้ GIIPS (GREECE, ITALY ,IRELAND,  POTUGALSPAIN),ล้ม อเมริกาเกี่ยวข้องเท่าไหร่
คำตอบ 7.7 แสนล้านดอลล่าร์  มากนะครับผม แล้วประเทศในยุโรปอื่นๆ อีกนะครับ ที่ถ้าเกิดกระทบต่อเนื่องไปเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมัน

เหตุการณ์พวกนี้ จะทยอยออกมาเป็นระยะๆ กดดันดัชนี เป็นช่วงๆ ถ้าเกิดเหตุช่วงไหน เราต้องเตรียมการณ์เพื่อการลงทุนที่เหมาะสมกับ ช่วงนั้นๆ

เกณฑ์ที่นำมาใช้แล้ว ส่งผลต่อสถาบันการเงิน
Basel II,และ Basel III เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลอันหนึ่งที่ผู้กำกับดูแลในประเทศต่าง ๆ นำมาปรับใช้ในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ด้วยการกำหนด ให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งการที่จะดูว่ามีเงินกองทุนเพียงพอหรือไม่ จะต้องดูว่ามีเงินกองทุนเท่าใด และมีความเสี่ยงอยู่เท่าใด

สูตรเพื่อเข้าใจง่ายๆ คือเอาเงินกองทุนตั้ง หารด้วย สินทรัพย์เสี่ยง (ทอง, หุ้น )อันนี้คร่าวๆ นะไม่เป๊ะ

ค่าที่ต้องเป็นตามเกณฑ์นี้คือ 9 หมายถึงโอเคเยี่ยม ข่าวดีคือ ไทยแลนด์อยู่ที่ตรงนี้เลย เพราะไม่ได้ไปยุ่งกับยุโรป กับคนมีปัญหาทั้งหมดไม่ได้ไปซื้อเลย ฉลาดสุดๆ

แต่ข่าวร้ายคือ สถาบันการเงินในยุโรปอยู่ที่ 4.5 - 5   ต่ำกว่าเกณฑ์มาก

แล้วต้องทำไง สถาบันการเงินมีทางเลือก ก็เพิ่มเงินกองทุน หรือไม่ก็ขายสินทรัพย์เสี่ยง เงินกองทุนจะเอา ที่ไหนมาเพิ่มถ้าทำได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ ต้องขายสินทรัพย์เสี่ยง ทองถึงลงมา เพราะมีกำไรขายก่อน คำถามทองน่ารับไหม คำตอบก็รู้อยู่ แต่ยังไม่จบตัวเลขยังไม่ผ่าน ปีหน้าต้องขายสินทรัพย์เสียงอีก ซึ่ง
ถึง 2555 คิวของ Stock ออกมา ตัวไหนกำไร ออกของมา หุ้นยุโรปก็จะลงได้อีก

สรุปดัชนี และปัจจัยที่จะชี้แนวโน้มเศรษฐกิจโลก

1.ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ Purchasing Managers Index :PMI
ตัวเลขดัชนีดังกล่าว ใช้ชี้วัดแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ดีมากตัวหนึ่ง จัดทำขึ้นในระดับ Global , กลุ่มประเทศ และรายประเทศ กว่า 22 ประเทศ
การตีความคือ หากสูงกว่า 50 คือมีแนวโน้มขยายตัว จากระดับปัจจุบัน ถ้าต่ำกว่า 50 มีโอกาสหดตัว คือถ้าหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะขยายตัว แน่นอนผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อต้องเร่งสั่งซื้อวัตถุดิบตั้งแต่วันนี้ แล้วที่ดีคือความถี่ในการจัดทำ ตัวเลขนี้ทำทุกเดือน แต่ GDP ทำทุกสามเดือน
จากตัวดัชนี้ ยุโรป นี่ต่ำกว่า 50 ไปแล้ว พยายามจะยกตัวขึ้นมา ส่วนอเมริกา ไม่ยอมต่ำกว่า 50 แล้วกระดกตัวขึ้นมา อเมริกา น่าสนใจมาก ถ้าฟื้นต่อเนื่องได้ คือ 50 :50 ฟื้นได้ ฟุบได้

ทีนี้ของ CHINA จีน น่าตกใจมาก เพราะมันตกมาต่ำกว่า 50 เหมือนกัน



สังเกตุคือ ตั้งแต่ Supprime 2008 ผ่านมาสามปี เพิ่งกลับมาตกกว่า 50 เดือน พ.ย. 2554 นี่เอง ต้องติดตามในสิ้นเดือน ธ.ค. 2554 ว่าจะกลับตัวหรือเปล่า

คำถามคือ ที่ตกต่ำกว่่า 50 เกิดจาก จีนเองที่พยายามลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจตัวเอง หรือเกิดจากพิษ EU ได้ส่งผลกลับมาที่จีน ตอบยากแต่กรณีหลังมีความเป็นไปได้สูง

เงินเฟ้อจีน ที่เคยสูงสุด 30% เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ล่าสุด ตกลงมา -7%  แสดงว่าราคาสินค้าปรับตัวลงมามาก นัยยะราคาลดลง อาจเกิดความต้องการลดลง หรือผลิตออกมาล้นตลาด คำสั่งซื้อชะลอตัวลง มันสอดคล้องกัน

ฉะนั้นประเทศไทย ในส่วนอุตสาหกรรมที่พึ่งพาจีน สัดส่วนไปจีนมาก ยุโรปมาก อเมริกามาก ถ้าดัชนี เป็นตามนี้ คาดว่าจะเกิดปัญหา หลีกเลี่ยงทันที

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย ซึ่งจะส่งผลกลับมาที่ไทยอย่างแน่นอน
มาดูประเทศที่สำคัญๆ ที่พึ่งพาส่งออกกันว่าการส่งออกเป็นกี่ % ของ GDP แล้วดูฐานะทุนสำรอง มั่นคงขนาดไหนบ้าง แข็งแรงอ่อนแอขนาดไหน
1. CHINA ส่งออก 27% ของ GDP ,ทุนสำรอง 54.5 % ของ GDP ,นำเข้า3เดือน 13.2 % ของ GDP
ส่งออกพึ่งพา 27% ไม่มากเกินไป ทุนสำรองแข็งแกร่ง แต่3 เดือนที่ผ่านมานำข้ามาน้อยไปหน่อย
2. THAILAND ส่งออก 61% ของ GDP ,ทุนสำรอง 53.7 % ของ GDP ,นำเข้า3เดือน 27.8 % ของ GDP
พึ่งพาส่งออกมากเหลือเกิน ทุนสำรองแข็ง 3 เดือนที่ผ่านมานำข้ามาพอสมควร
3.อินเดีย ส่งออก 14% ของ GDP ,ทุนสำรอง 17.2 % ของ GDP ,นำเข้า3เดือน 37 % ของ GDP
ดูแล้วอินเดียปีหน้าท่าจะรุ่งต่อ
4. JAPAN ส่งออก 13% ของ GDP ,ทุนสำรอง 20.7 % ของ GDP ,นำเข้า3เดือน 18.5 % ของ GDP
แต่อย่าลืมเพราะสึนามิหรือเปล่า ปีหน้าญี่ปุ่น น่าจะฟื้นตัวได้ไม่ยาก

ในส่วนอุตสาหกรรมที่พึ่งพาญี่ปุ่น สัดส่วนไปญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูประเทศ ต้องเน้นวิเคราะห์ให้หนัก 

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาพรวมเศรษฐกิจ ปี 2555

เวลาพูดถึงเศรษฐกิจ ภาพรวม จะมองถึงประเทศสำคัญของโลก เนื่องจากเศรษฐกิจในโลกนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน และท้ายสุดจะเชื่มโยงมาถึงประเทศไทย และหุ้นที่เราลงทุนนั่นเอง

มุมมองของสำนักวิจัยรวมๆ
ประเทศกลุ่มที่เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คือ EU สหภาพยุโรป
ประเทศที่คาดจะขยายตัว คือ อินเดีย จีน  ลาตินอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย
ประเทศที่คาดจะ Recovery คือ ญี่ปุ่น และอาจมี อเมริกา ก่ำกึ่งที่จะฟื้นต้องติดตามใกล้ชิด
ประเทศที่เสี่ยง และไม่มีใครพูดถึงคือ รัสเซีย ซึ่งส่งออกน้ำมัน และปิโตรเคมีเป็นหลัก รวมถึงจีนที่ขยายตัวก็จริง แต่อาจขยายตัวลดลงเรื่อยๆ

ในส่วนนี้ต้องวิเคราะห์ว่าบริษัทที่ลงทุน มีกลุ่มลูกค้าอยู่ในประเทศใดบ้าง อยู่ในประเทศที่ขยายตัวหรือประเทศที่หดตัว

สรุปสาระสำคัญของเศรษฐกิจภาพรวมโลก
1. การว่างงานอยู่ในระดับสูง
2. อสังหายังซบเซา
3.ความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้นตัว
4.เมื่อคนไม่เชื่อมั่น การใช้จ่ายก็ไม่กล้าจ่าย

ภาครัฐ
1. การขาดดุลการคลังในระดับสูง การขาดดุลการคลังคือรัฐบาลเอาเงินดุลงบประมาณมาใช้จ่ายมากกว่าภาษีที่เก็บมาได้จากประชาชน เค้าเรียกว่าขาดดุลการคลัง
2.หนี้สาธารณะเพิ่มถึงขีดอันตราย ขยายความ รัฐบาลเอางบประมาณมาใช้มากกว่าภาษีที่เก็บได้ เพื่อให้เป็นสวัสดิการ สร้างถนน อะไรว่าไป แล้วติดลบ ก็ไปกู้หนี้จาก กองทุน อาจเป็นกองทุน EFSF  ผ่านทาง IMF  กู้มาก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยถูกไหม ทีนี้ กรีซที่ล้มละลาย เพราะกู้หนี้ 140 %(ประมาณ) ของ GDP ที่ผลิตได้ในประเทศ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย มากกว่าภาษีที่เก็บได้แต่ละปี มันก็ล้มละลาย ตอนนี้เจาหนี้พยายามลดหนี้ให้ 50% ถ้ามีปัญญาจ่ายไม่มีปัญหา แต่ถ้าลงประชามติไม่จ่ายหนี้ งานเข้าทันที แล้วที่สำคัญหนี้ลักษณะนี้ มีอยู่หลายประเทศในยุโรป จะแนบให้ดูต่อไป
3.ความสามารถในการชำระหนี้ และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
4.เสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลลาออกเลือกใหม่กันหลายประเทศ

สถาบันการเงิน
1. ความเชื่อมั่นผู้ฝาก และนักลงทุน
2. ความมั่นคงทางการเงิน
3. ความสามารถในการชำระหนี้
4. กฏระเบียบที่เจ้าหนี้ จะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันการเงินในประเทศลูกหนี้นั้นๆ

ที่ขีดเส้นใต้จะเป็นปัจจัยหลักๆ ที่จะมีผลต่อดัชนีในปีหน้า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


ส่วนนึงของข้อมูลนำมาจาก การวิจัยของหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่เรียบเรียงและตีความให้ง่ายขึ้น หรืองงกว่าเดิมไม่รู้