จะจัดลำดับให้ ว่าตอนนี้กลุ่ม EU พยายามแก้อะไร ระเบิดที่น่าห่วงอยู่ช่วงไหนบ้าง
1. มีการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป 9 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา
A. สมาชิกยุโรป ยกเว้นอังกฤษ เห็นชอบในการรักษาวินัยการคลังให้เคร่งครัดกว่าเดิม คือกำหนดเพดานขาดดุลงบประมาณที่ 0.5 % ของ GDP จากปัจจุปัน 3% ของ GDP
ตีความ คือไม่ขยายตัวเศรษฐกิจมากมาย ไม่สร้างถนน ไม่เพิ่มสวัสดิการ ไม่เพิ่มเงินเดือนราชการ มากแล้วขอมาแก้ไขหนี้ก่อน เศรษฐกิจไม่ขยายไม่เป็นไร เป็นปัจจัยบวกนะครับข้อนี้ แต่แน่นอน เศรษฐกิจไม่ขยายตัวแน่นอน
B.เพิ่มเงินกองทุน EFSF อีก 200,000 ล้านยูโร โดยกู้ผ่าน IMF
ตีความ ประเด็นนี้ ลบ เพราะหนี้จริงที่ต้องจ่ายใน 1 ปี ข้างหน้า มีถึง 500,000 ล้านยูโร มาจาก
GREECE, ITALY ,IRELAND, POTUGALSPAIN , แล้วมันจะพอได้ไง ไม่พอ
C.เห็นชอบให้กลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป ESM 500,000 ล้านยูโร เริ่มมีผลบังคับใช้ ก.ค. 55
ตีความ เหมือนบวก เพราะครอบคลุมหนี้ แต่มันมีเงื่อนไข ต่างจากข้อ B คือการกู้ข้อ B ต้องผ่านการเห็นชอบของ 17 สมาชิก แต่ข้อ C พี่ใหญ่คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส คือผู้อนุมัติ จะมีเรื่องศักดิ์ศรีมาเกี่ยวข้อง
แล้วถ้าพี่ใหญ่กำหนดต้องทำตาม มันไม่ง่าย ข้อนี้เหมือนระเบิด
ที่ต้องระวังคือ เงินที่ใส่ไปให้ จากพี่ใหญ่ ถ้าน้องเล็กลงประชามติ ขอชักดาบ ซึ่งกรีซเคยพยายามมาทีนึง ถ้าชักดาบ ประเทศที่เหลือชักตาม พี่ใหญ่ชักตาม ทันที ตัวแปรที่สำคัญคือกรีซ และหนี้ของกรีซ คนในชาติที่ประท้วงไม่ยอมรัดเข็มขัด รัฐบาลที่เลือกมาใหม่ และที่สำคัญ กรีซไม่มีทรัยพยากรใดมีอย่างเดียวคือท่องเที่ยว แต่เนื่องจากใช้เงินยูโร เที่ยวกรีซเลยแพงมากมาก (ไม่เคยไปแต่รู้)
ที่นี้เรื่องของรัฐบาล ส่งผลมาที่ธนาคารยุโรป อย่างไรกัน
หลังจาก FED และธนาคารกลางอีก 5 ประเทศ ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบ แต่ต้นทุนการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน ในยุโรปและสหรัฐ ยังอยู่ระดับสูง ประมาณ 50 bpในเดือน พ.ย. ขึ้นมาจาก ก.ค. 20 bp
ตีความให้ คือเวลามีปริมาณเงินเพิ่มในระบบ สถาบันการเงิน ต้องหาดอกผล ก็ต้องปล่อยกู้ระหว่างกัน ปล่อยกู้คนทั่วไป ปริมาณเงินมาก ดอกเบี้ยน่าจะลดลง แต่ตอนนี้ไม่ยอมลดลง เพราะไม่เชื่มมั่นในเศรษฐกิจ และไม่เชื่อมั่นกันเอง
คำถามที่ไม่อยากฟังคำตอบ สหรัฐที่ดูเหมือนทำท่าจะฟื้น มีความเกี่ยวข้อง กับยุโรป ซักเท่าไหร่
คือถ้ายุโรปกลุ่มที่มีปัญหาหนี้ GIIPS (GREECE, ITALY ,IRELAND, POTUGALSPAIN),ล้ม อเมริกาเกี่ยวข้องเท่าไหร่
คำตอบ 7.7 แสนล้านดอลล่าร์ มากนะครับผม แล้วประเทศในยุโรปอื่นๆ อีกนะครับ ที่ถ้าเกิดกระทบต่อเนื่องไปเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมัน
เหตุการณ์พวกนี้ จะทยอยออกมาเป็นระยะๆ กดดันดัชนี เป็นช่วงๆ ถ้าเกิดเหตุช่วงไหน เราต้องเตรียมการณ์เพื่อการลงทุนที่เหมาะสมกับ ช่วงนั้นๆ
เกณฑ์ที่นำมาใช้แล้ว ส่งผลต่อสถาบันการเงิน
Basel II,และ Basel III เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากลอันหนึ่งที่ผู้กำกับดูแลในประเทศต่าง ๆ นำมาปรับใช้ในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ด้วยการกำหนด ให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งการที่จะดูว่ามีเงินกองทุนเพียงพอหรือไม่ จะต้องดูว่ามีเงินกองทุนเท่าใด และมีความเสี่ยงอยู่เท่าใด
สูตรเพื่อเข้าใจง่ายๆ คือเอาเงินกองทุนตั้ง หารด้วย สินทรัพย์เสี่ยง (ทอง, หุ้น )อันนี้คร่าวๆ นะไม่เป๊ะ
ค่าที่ต้องเป็นตามเกณฑ์นี้คือ 9 หมายถึงโอเคเยี่ยม ข่าวดีคือ ไทยแลนด์อยู่ที่ตรงนี้เลย เพราะไม่ได้ไปยุ่งกับยุโรป กับคนมีปัญหาทั้งหมดไม่ได้ไปซื้อเลย ฉลาดสุดๆ
แต่ข่าวร้ายคือ สถาบันการเงินในยุโรปอยู่ที่ 4.5 - 5 ต่ำกว่าเกณฑ์มาก
แล้วต้องทำไง สถาบันการเงินมีทางเลือก ก็เพิ่มเงินกองทุน หรือไม่ก็ขายสินทรัพย์เสี่ยง เงินกองทุนจะเอา ที่ไหนมาเพิ่มถ้าทำได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ ต้องขายสินทรัพย์เสี่ยง ทองถึงลงมา เพราะมีกำไรขายก่อน คำถามทองน่ารับไหม คำตอบก็รู้อยู่ แต่ยังไม่จบตัวเลขยังไม่ผ่าน ปีหน้าต้องขายสินทรัพย์เสียงอีก ซึ่ง
ถึง 2555 คิวของ Stock ออกมา ตัวไหนกำไร ออกของมา หุ้นยุโรปก็จะลงได้อีก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น